Audio Interface ตัวแรก ควรเลือกยังไง ?

 

Audio Interface ตัวแรก ควรเลือกยังไง ?

        ProPlugin ได้รวบรวมข้อมูลสำหรับคนที่มีความสนใจที่เริ่มอยากจะผลิตงานทางด้านดนตรีหรืออยากจะบันทึกเสียง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง บันทึกเสียงเครื่องดนตรีรวมไปถึงการบันทึกเสียงพูด เสียงพากย์ต่าง ๆ เป็นต้น ปัญหาแรกในการเริ่มต้นที่จะทำงานคือเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะต้องซื้อ Audio Interface จำเป็นแค่ไหน มีวิธีเลือกและตัดสินใจซื้อยังไงได้บ้าง เราได้รวบรวมทุก ๆ คำถามที่พบเจอบ่อย ๆ ไว้ในบทความนี้ครับ

Audio Interface จำเป็นไหม ทำไมต้องมี ?

สำหรับคนที่บันทึกเสียงลงในคอมพิวเตอร์ ถือว่า Audio Interface มีความสำคัญพอสมควรเลยครับ ถือว่าเป็นตัวแปรหลักได้เลย ที่จะทำให้คุณภาพเสียงที่ถูกแปลงในคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพเท่าเดิม ไม่ด้อยคุณภาพลง นี่คือจุดประสงค์หลักของ Audio Interface เลยครับ และหน้าที่หลักของ Audio Interface คือการแปลงสัญญาณ จากเสียง Analog (เสียงพูด หรือ เสียงเครื่องดนตรี ที่เราเล่น) เป็น สัญญาณ Digital เพื่อบันทึกลงใน Computer และแปลงกลับมาเป็น สัญญาณ Analog อีกที เพื่อออกสู่ลำโพง ให้เราได้ยินอีกครั้ง

แต่สำหรับคนที่ทำเพลง แบบที่ใช้งานเฉพาะในส่วนของ MIDI อย่างเดียว อาจจะยังไม่จำเป็นต้องมี Audio Interface ก็ได้ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอีกหนึ่งเรื่องที่มักจะหลงลืมกัน เวลาเลือกซื้ออย่าลืมดู Audio Interface ที่สามารถจ่ายไฟ Phantom Power ด้วยนะครับ เพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นไปจนถึงสามารถใช้งานร่วมกับ Condenser Microphone ได้

เลือกแบรนด์ที่เหมาะกับตัวคุณ

แน่นอนครับ เรื่องการ พบเจอกันครั้งแรกนั้นสำคัญที่สุด แต่ละแบรนด์มีลักษณะที่ต่างกันไป สีสันรูปทรง มีส่วนในการตัดใจซื้อทั้งนั้น รวมไปถึงการบอกเล่าจากบุคคลรอบข้างก็มีส่วนเช่นกัน แต่นั่นแหละครับอย่าเชื่อใครจนกว่าจะได้มีโอกาสทดสอบและลองใช้งานด้วยตนเอง เพราะ Audio Interface แต่ละตัวไม่ได้มีโทนเสียงที่เหมือนกันทั้งภาค Input และ Output แต่ละแบรนด์ มีความต่างกันตรงนี้ด้วย

แนะนำว่าก่อนตัดสินใจเลือกซื้อให้ลองบันทึกเสียงและเปิดฟังก่อน ทดลองใช้งานให้เหมือนกับการใช้งานจริง ๆ ให้เต็มที่ เพราะถ้าลงทุนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ลองก่อนตัดสินใจ อาจส่งผลให้การการลงทุนในครั้งนี้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควรนั่นเอง

จุดสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อ Audio Interface

อีกหนึ่งจุดสำคัญ Audio Interface ที่ต้องดูเลย นั่นคือ Dynamic Range และ THD+N เป็นข้อสำคัญมาก ๆ และ เป็นจุดที่จะบ่งบอกได้เลยว่า Audio Interface ตัวนี้มีคุณภาพเป็นอย่างไรได้เลยทีเดียว

Dynamic Range คืออะไร ?

ทุกคนอาจจะกำลังงงอยู่ใช่ไหมครับแล้วรู้สึกว่าทำไมมันซับซ้อนซะเหลือเกิน ทำไมเราต้องดู Dynamic Range นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าตัวนี้สามารถบอกช่วงระดับตั้งแต่สัญญาณที่เบาที่สุดจนถึงการรับเสียงได้ดังที่สุด

ยกตัวอย่างเช่นหลังกล่องเขียนว่า Dynamic Range 119dB นั่นหมายความว่า Audio Interface ตัวนนี้ สามารถรับสัญญาณ จาก 0dB ได้จนถึง 119 dB ถ้ามากกว่านี้จะเกิดอาการเสียงแตก หรือที่เรียกเราว่ามัน Peak นั่นเองครับ ยิ่ง Audio Interface ราคายิ่งสูง Dynamic Range ก็จะสูงตามไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องบันทึกด้วยสัญญาณที่ดังกว่าเดิมนะครับ

THD+N คืออะไร ?

THD+N ย่อมาจาก (Total Harmonic Distortion + Noise) นั่นคือค่าของการเกิด Harmonic ซึ่งทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของสัญญาณเสียงได้หลังจาก ที่ Audio Interface แปลงสัญญาณแล้วนั่นเอง สำหรับในส่วนนี้มีความสำคัญมาก ๆ ตรงที่เสียงที่เราบันทึกเข้าไปแล้วออกมาให้เราได้ยิน จะถูกเปลี่ยนไปมากหรือน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ตรงนี้เลยครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราบันทึกเสียงกีต้าร์เข้าไป เมื่อผ่านการแปลงสัญญาณแล้วนั้นกับ Audio Interface ที่มีค่า THD+N สูง ๆ จะทำให้สัญญาณที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากน้อยตามค่าของ THD+N ในกรณีที่ Audio Interface นั้นมีค่า THD+N สูง เช่นกันว่า ยิ่ง Audio Interface ที่ราคาสูง ค่า THD+N ก็จะน้อยลงตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นค่าประมาณนี้ครับ <0.002% ยิ่ง Audio Interface ที่มีค่า THD+N เลขก็จะยิ่งมีหลักที่เยอะขึ้น นั่นหมายถึงความผิดเพี้ยนน้อยลงนั่นเอง เช่น 0.00012% เป็นต้น

เลือกการเชื่อมต่อให้เหมาะกับการใช้งาน

แน่นอนครับในยุคนี้ไม่ได้จำกัดแค่ Computer เท่านั้น ที่จะสามารถทำงานเพลงได้ ไม่ว่าจะเป็น Tablet, iPad หรือ โทรศัพท์ก็สามารถทำงานเพลงได้แล้ว เพราะฉะนั้นลงทุนทั้งทีก็เลือกให้ครอบคลุมที่สุดไปเลยเพราะ Audio Interface ยุคนี้ ในตัวเริ่มต้น ก็สามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายรูปแบบกันแล้วล่ะครับ

แบบ Bundle Set ก็สะดวกดีนะ

ตอนนี้มีหลายแบรนด์หลายรุ่นทำ Bundle Set ในเซตจะประกอบไปด้วย Microphone และ หูฟัง ที่เพียงแกะกล่องก็พร้อมใช้งานเลยทีเดียว และความคุ้มค่าที่เรียกได้ว่าเซอร์ไพรซ์กันแบบสุด ๆ นอกจากนี้ยังแถมฟรีโปรแกรมในการทำเพลงมาให้อีกด้วย แกะกล่องปุ๊ป ทำเพลงได้เลยทันที ยกตัวอย่างเช่น Focusrite Scarlett 2i2 Studio (3RD GEN) ป็นต้น ถ้าเรามีหลักในการเลือกประมาณนี้ รับรองได้เลยว่า Audio Interface ที่เลือกมาจะต้องออกมาแบบตรงใจกันมากขึ้น รวมไปถึงการใช้งานยาวๆ ได้เลยทีเดียว

แอบแนะนำทริคทิ้งท้ายกันอีกซักนิด การที่จะเดินทางไปที่ร้านเพื่อลองหรือจะดูสเปค ลองศึกษาหรือลองเลือกมาเบื้องต้นไว้ในใจซัก 3-4 รุ่นก่อน เพื่อมาเปรียบเทียบกันตามที่บอกไว้ข้างต้นเพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้ตัดสินใจซื้อนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิมแถมยังเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียวจบแน่นอน



Related Products